<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บล็อกบ้าๆ ป๋าจัดให้</title>
	<atom:link href="http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.pajudhai.com/blog</link>
	<description>สาระดีๆ ข่าวเด็ดๆ หลุดดารา รวมมาไว้ที่นี่</description>
	<lastBuildDate>Sun, 21 Jun 2009 14:22:43 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.5</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>วิธีคิด รับมือ ความเครียด</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1736</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1736#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 May 2009 04:40:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[คลายเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[วิธี]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีคิด]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1736</guid>
		<description><![CDATA[รับมือกับความเครียด ด้วยวิธีคิดต่างๆ

1. คิดยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าจริงจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัย ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วนสรุปอะไรง่าย ๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีก
3. คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี จำไว้เสมอว่า ทุกอย่างต้องมีข้อดีและข้อเสีย จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้น
5. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="blue">รับมือกับความเครียด ด้วยวิธีคิดต่างๆ</font><br />
<span id="more-1736"></span><br />
1. คิดยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าจริงจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัย ก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง</p>
<p>2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วนสรุปอะไรง่าย ๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีก</p>
<p>3. คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี จำไว้เสมอว่า ทุกอย่างต้องมีข้อดีและข้อเสีย จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม</p>
<p>4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้น</p>
<p>5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบ กับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1736</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันวิสาขบูชา มีความสำคัญอย่างไร</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1731</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1731#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 08 May 2009 01:40:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[วันวิสาขบูชา]]></category>
		<category><![CDATA[วันสำคัญ]]></category>
		<category><![CDATA[วิสาขบูชา]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1731</guid>
		<description><![CDATA[วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา มีความสำคัญอย่างไร และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา เป็น &#8220;วันสำคัญทางพุทธศาสนาสากล&#8221; ของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก, &#8220;วันหยุดราชการ&#8221; ในหลายประเทศ และ &#8220;วันสำคัญของโลก&#8221;

ตาม มติเอกฉันท์ของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยทั้งสามเหตุการณ์นั้นได้เกิด ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาส (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า &#8220;วิสาขบูชา&#8221; ย่อมาจาก &#8220;วิสาขปูรณมีบูชา&#8221; แปลว่า &#8220;การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ&#8221; อัน เป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน)
โดย ในประเทศไทย ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 หลัง ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอื่น ที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทิน จันทรคติของไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="blue">วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา มีความสำคัญอย่างไร และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร</font><br />
<span id="more-1731"></span><br />
วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา เป็น &#8220;วันสำคัญทางพุทธศาสนาสากล&#8221; ของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก, &#8220;วันหยุดราชการ&#8221; ในหลายประเทศ และ &#8220;วันสำคัญของโลก&#8221;</p>
<p><img src="http://www.pajudhai.com/blog/wp-content/uploads/2009/05/56935.jpg" alt="56935" title="56935" width="400" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-1732" /><br />
ตาม มติเอกฉันท์ของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า</p>
<p>โดยทั้งสามเหตุการณ์นั้นได้เกิด ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาส (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า &#8220;วิสาขบูชา&#8221; ย่อมาจาก &#8220;วิสาขปูรณมีบูชา&#8221; แปลว่า &#8220;การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ&#8221; อัน เป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน)</p>
<p>โดย ในประเทศไทย ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 หลัง ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทอื่น ที่ไม่ได้ถือคติตามปฏิทิน จันทรคติของไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหน (ตามปฏิทินจันทรคติไทย) ก็ตาม</p>
<p>และ ในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกาย ที่นับถือว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 นั้น เกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ๆ (ซึ่งจะไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท)</p>
<p>วันวิสาขบูชา นั้นได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล</p>
<p>โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น &#8220;วันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ&#8221; ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลในปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น &#8220;วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า&#8221; ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริ่มฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน)</p>
<p>และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ 1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น &#8220;วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า&#8221; ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 (หรือเดือนวิสาขะ) ทั้งสิ้น</p>
<p>ชาวพุทธจึงนับถือว่าวันเพ็ญเดือน 6 นี้ เป็นวันที่รวมวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของพระพุทธเจ้าไว้มากที่สุด และได้นิยมประกอบพิธีบำเพ็ญบุญกุศลและประกอบพิธีพุทธบูชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการถวายสักการะรำลึก ถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจน ปัจจุบัน<br />
วิสาขบูชา มีการนับถือปฏิบัติกันในหลายประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งมหายาน และ เถรวาททุกนิกายมาช้านานแล้ว โดยบางประเทศจะเรียกพิธีนี้ว่า พุทธชยันตี (Buddha Jayanti)</p>
<p>เช่นใน อินเดีย และศรีลังกา ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่ยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ เช่น ประเทศอินเดีย, ประเทศไทย, ประเทศพม่า, ประเทศศรีลังกา, ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา เป็นต้น (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีสัดส่วนประชากร ที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมากที่สุด) ในฝ่ายของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับคติการปฏิบัติบูชาในวันวิสาขบูชามาจากลังกา (ประเทศศรีลังกา) โดยในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่า มีการจัดพิธีวิสาขบูชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย</p>
<p>ปัจจุบัน วันวิสาขบูชา ถือได้ว่า เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชา ในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้ง โลก</p>
<p>(ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา) และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น &#8220;วันสำคัญสากลนานาชาติ (International Day)&#8221; หรือ &#8220;วันสำคัญของโลก&#8221; (ตามคำประกาศของที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 54 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542)</p>
<p>ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ</p>
<p>เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ ๓ เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ &#8220;ประสูติ&#8221; ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ &#8220;ตรัสรู้&#8221; เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอรปไปด้วย &#8220;พระบริสุทธิคุณ&#8221;, &#8220;พระปัญญาคุณ&#8221; ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือความจริงของโลกแก่พหูชนทั้งปวงโดย &#8220;พระมหากรุณาธิคุณ&#8221; จวบจนทรง &#8220;เสด็จดับขันธปรินิพพาน&#8221; ในวาระสุดท้าย ซึ่งทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน 6 ทั้งสิ้นนี้ ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1731</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>20 วิธีสังเกตุ กับคำว่า รัก</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1726</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1726#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Apr 2009 08:11:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[20]]></category>
		<category><![CDATA[20 วิธี]]></category>
		<category><![CDATA[บอกรัก]]></category>
		<category><![CDATA[รัก]]></category>
		<category><![CDATA[สังเกตุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1726</guid>
		<description><![CDATA[เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เขา รักคุณจริงหรือไม่ วันนี้เรามีวิธีการสังเกตุ ว่าเค้ารักคุณจริงหรือไม่ มาฝากกันครับ


1. เขาโทรหาคุณทุกๆ วันเลย เพื่อเล่าเรื่องต่างๆ ของเขาให้คุณฟัง
2. เขาหัวเราะให้กับมุขตลกของคุณเสมอ ไม่ว่าจะ &#8220;ขำ&#8221; หรือฝืด&#8221;
3. เขาบอกคุณอย่างจริงใจว่า เขาคิดถึงคุณจังเลย
4. เขานวดหลังให้คุณ โดยที่ไม่ขอให้คุณนวดให้เขาเป็นการตอบแทน
5. เขาโทรหาคุณบางช่วงของวัน เพราะเขาแค่ต้องการพูดว่า &#8220;คิดถึงคุณจัง&#8221;
6. เขามาหาคุณ และอยู่ข้างๆ คุณเวลาที่คุณไม่สบาย
7. เขามีข้อความพิเศษๆ แบบอ่านแล้วยิ้มแก้มปริให้กับคุณ
8. เขาชวนคุณเต้นรำในเพลงช้า!!!
9. เขามีของขวัญพิเศษให้คุณเสมอ แบบไม่ต้องรอวันพิเศษใดๆ
10. เขาจำวันพิเศษของคุณได้เสมอ!!!
11. เขาหอมแก้มคุณ เพราะอยากที่จะหอม ไม่ต้องมีเหตุผลอื่นๆ
12. เขาพาคุณไปเดินเล่น ดูพระอาทิตย์ตกดิน หรือดูดาวกับคุณ
13. เขาเล่าความลับของเขาแบบที่มีแค่เขาเท่านั้นที่ ให้คุณฟัง
14. เขาบอกคุณอย่างจริงใจว่า คุณดูสวยเสมอสำหรับเขา
15. เขายอมดูละครน้ำเน่าเรื่องโปรดของคุณเป็นเพื่อน
16. เขาทำให้คุณประหลาดใจด้วยอาหารมื้อค่ำที่ทำให้คุณประทับใจ
17. เขาทำให้คุณรู้สึกประทับใจเสมอ
18. เขาบอกรักคุณ โดยไม่หวังว่าคุณจะตอบว่าอะไร
19. เขาแสดงให้คุณรู้สึกได้ว่า เขาไม่เคยลืมความสำคัญของคุณเลย
20. เขากอดคุณเต็มอ้อมแขนเลาที่เขาอยากกอดคุณ โดยที่ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษใดๆ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="red">เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เขา รักคุณจริงหรือไม่ วันนี้เรามีวิธีการสังเกตุ ว่าเค้ารักคุณจริงหรือไม่ มาฝากกันครับ</font><br />
<span id="more-1726"></span><br />
<img src="http://www.pajudhai.com/blog/wp-content/uploads/2009/04/327261_6774720.jpg" alt="327261_6774720" title="327261_6774720" width="550" height="382" class="aligncenter size-full wp-image-1727" /><br />
1. เขาโทรหาคุณทุกๆ วันเลย เพื่อเล่าเรื่องต่างๆ ของเขาให้คุณฟัง</p>
<p>2. เขาหัวเราะให้กับมุขตลกของคุณเสมอ ไม่ว่าจะ &#8220;ขำ&#8221; หรือฝืด&#8221;</p>
<p>3. เขาบอกคุณอย่างจริงใจว่า เขาคิดถึงคุณจังเลย</p>
<p>4. เขานวดหลังให้คุณ โดยที่ไม่ขอให้คุณนวดให้เขาเป็นการตอบแทน</p>
<p>5. เขาโทรหาคุณบางช่วงของวัน เพราะเขาแค่ต้องการพูดว่า &#8220;คิดถึงคุณจัง&#8221;</p>
<p>6. เขามาหาคุณ และอยู่ข้างๆ คุณเวลาที่คุณไม่สบาย</p>
<p>7. เขามีข้อความพิเศษๆ แบบอ่านแล้วยิ้มแก้มปริให้กับคุณ</p>
<p>8. เขาชวนคุณเต้นรำในเพลงช้า!!!</p>
<p>9. เขามีของขวัญพิเศษให้คุณเสมอ แบบไม่ต้องรอวันพิเศษใดๆ</p>
<p>10. เขาจำวันพิเศษของคุณได้เสมอ!!!</p>
<p>11. เขาหอมแก้มคุณ เพราะอยากที่จะหอม ไม่ต้องมีเหตุผลอื่นๆ</p>
<p>12. เขาพาคุณไปเดินเล่น ดูพระอาทิตย์ตกดิน หรือดูดาวกับคุณ</p>
<p>13. เขาเล่าความลับของเขาแบบที่มีแค่เขาเท่านั้นที่ ให้คุณฟัง</p>
<p>14. เขาบอกคุณอย่างจริงใจว่า คุณดูสวยเสมอสำหรับเขา</p>
<p>15. เขายอมดูละครน้ำเน่าเรื่องโปรดของคุณเป็นเพื่อน</p>
<p>16. เขาทำให้คุณประหลาดใจด้วยอาหารมื้อค่ำที่ทำให้คุณประทับใจ</p>
<p>17. เขาทำให้คุณรู้สึกประทับใจเสมอ</p>
<p>18. เขาบอกรักคุณ โดยไม่หวังว่าคุณจะตอบว่าอะไร</p>
<p>19. เขาแสดงให้คุณรู้สึกได้ว่า เขาไม่เคยลืมความสำคัญของคุณเลย</p>
<p>20. เขากอดคุณเต็มอ้อมแขนเลาที่เขาอยากกอดคุณ โดยที่ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษใดๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1726</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้หญิง เสี่ยง โรคเข่าเสื่อม</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1721</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1721#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 17 Apr 2009 12:05:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ชาย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[ออกกำลัง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เข่าเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[เสี่ยง]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1721</guid>
		<description><![CDATA[ผู้หญิง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเข่าเสื่อม มากกว่าผู้ชาย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

ภาวะ?ข้อเข่าเสื่อม? เป็น อีกหนึ่งโรคภัยที่ผู้หญิงควรให้ความระมัดระวัง เนื่องจากผู้หญิงมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในหญิงหลังหมดประจำเดือน !!

น.อ.นพ.จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อม โรงพยาบาลเวชธานี เผยถึงภาวะ ?ข้อเข่าเสื่อม? ว่า
เป็น ภาวะที่กระดูกอ่อนของข้อเข่าสึกหรอ ฉีกขาด จนไม่สามารถหล่อลื่นข้อเข่าให้ใช้งานเป็นปกติได้ บางครั้งอาจจะมีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอจนถึงกระดูกแข็ง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาลงน้ำหนักเข่าขณะเดิน หรือขึ้นลงบันได และปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ การมีน้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อเข่าต้องทำงานหนักเกิดการ สึกหรอได้เร็ว หรือผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้ข้อมากกว่าคนปกติ และมีการใช้งานของข้อซ้ำ ๆ รวมทั้งมีแรงกดที่ข้อมาก และเป็นเวลานาน เช่น ผู้ที่ทำงานแบกหาม นักกีฬาที่ต้องมีการกระโดดบ่อย ๆ พนักงานขายของในห้างสรรพสินค้า รวมถึงผู้มีพฤติกรรมการใช้ข้อแบบผิด ๆ เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งคุกเข่า หรือผู้ที่ชอบอยู่ในท่างอข้อเข่าเป็นเวลานาน เดินขึ้น-ลงบันไดบ่อยๆ
อาการ ของข้อเข่าเสื่อมคือ มีอาการปวดข้อเข่าเวลายืน เดิน หรือขึ้นลงบันได และถ้าข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น จะมีอาการกล้ามเนื้อด้านหลังเข่าตึงและปวด
อีกทั้งอาจมีอาการปวดข้อเข่าตอนกลางคืนหรือเวลาอากาศเย็นชื้น และอาจมีเสียงดังขณะเคลื่อนไหว หากผู้ป่วยเพิกเฉยไม่ทำการรักษาอย่างจริงจัง จะส่งผลให้ข้อเข่าโก่งงอ ปวดทุกครั้งที่เคลื่อนไหว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="red">ผู้หญิง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเข่าเสื่อม มากกว่าผู้ชาย ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?</font><br />
<span id="more-1721"></span><br />
ภาวะ?ข้อเข่าเสื่อม? เป็น อีกหนึ่งโรคภัยที่ผู้หญิงควรให้ความระมัดระวัง เนื่องจากผู้หญิงมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในหญิงหลังหมดประจำเดือน !!<br />
<img src="http://www.pajudhai.com/blog/wp-content/uploads/2009/04/image003.jpg" alt="image003" title="image003" width="300" height="300" class="aligncenter size-full wp-image-1722" /><br />
น.อ.นพ.จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อม โรงพยาบาลเวชธานี เผยถึงภาวะ ?ข้อเข่าเสื่อม? ว่า</p>
<p>เป็น ภาวะที่กระดูกอ่อนของข้อเข่าสึกหรอ ฉีกขาด จนไม่สามารถหล่อลื่นข้อเข่าให้ใช้งานเป็นปกติได้ บางครั้งอาจจะมีหมอนรองกระดูกฉีกขาดร่วมด้วย เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอจนถึงกระดูกแข็ง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่าเวลาลงน้ำหนักเข่าขณะเดิน หรือขึ้นลงบันได และปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ การมีน้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อเข่าต้องทำงานหนักเกิดการ สึกหรอได้เร็ว หรือผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้ข้อมากกว่าคนปกติ และมีการใช้งานของข้อซ้ำ ๆ รวมทั้งมีแรงกดที่ข้อมาก และเป็นเวลานาน เช่น ผู้ที่ทำงานแบกหาม นักกีฬาที่ต้องมีการกระโดดบ่อย ๆ พนักงานขายของในห้างสรรพสินค้า รวมถึงผู้มีพฤติกรรมการใช้ข้อแบบผิด ๆ เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งคุกเข่า หรือผู้ที่ชอบอยู่ในท่างอข้อเข่าเป็นเวลานาน เดินขึ้น-ลงบันไดบ่อยๆ</p>
<p>อาการ ของข้อเข่าเสื่อมคือ มีอาการปวดข้อเข่าเวลายืน เดิน หรือขึ้นลงบันได และถ้าข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น จะมีอาการกล้ามเนื้อด้านหลังเข่าตึงและปวด</p>
<p>อีกทั้งอาจมีอาการปวดข้อเข่าตอนกลางคืนหรือเวลาอากาศเย็นชื้น และอาจมีเสียงดังขณะเคลื่อนไหว หากผู้ป่วยเพิกเฉยไม่ทำการรักษาอย่างจริงจัง จะส่งผลให้ข้อเข่าโก่งงอ ปวดทุกครั้งที่เคลื่อนไหว เนื่องจากกระดูกบริเวณข้อเข่าจะสัมผัสกันโดยตรง โดยไม่มีกระดูกอ่อนคั่นกลาง การทรุดตัวของกระดูกอ่อนและกระดูกข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ามีลักษณะโก่งงอผิดรูปเพิ่มขึ้นจนเดินไม่ได้ ต้องใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดิน<br />
ส่วนการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมมีตั้งแต่การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา  คือปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นอันตรายต่อข้อเข่า</p>
<p>เช่น การนั่งพับเพียบ หรือนั่งขัด-สมาธิ การลดน้ำหนัก และการออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่า แต่หากอาการปวดข้อเข่ายังไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาซึ่งมีอยู่ 2 แนวทางคือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก มีขาผิดรูปน้อย แพทย์ให้รับประทานยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่า หรือใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน และ การรักษาโดยการผ่าตัด ด้วยการส่องกล้องข้อเข่า ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีเครื่องมือช่วยการผ่าตัดด้วยกล้อง โดยแพทย์จะเจาะรูเล็ก ๆ 2 รูใต้ลูกสะบ้า เพื่อสอดกล้องเข้าไปในข้อเข่า แพทย์สามารถมองเห็นผิวกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูก ความสมบูรณ์ของเนื้อเยื่อในข้อเข่า ผ่านจอมอนิเตอร์</p>
<p>ซึ่งการผ่าตัด ผ่านกล้อง สภาพเข่าไม่ควรมีลักษณะผิดรูปหรือเสื่อมสภาพมากจนเกินไป วิธีนี้ไม่สามารถช่วยให้ข้อเข่าเสื่อมหายขาด แต่ช่วยชะลอความรุนแรงของอาการได้ ทั้งนี้ยังมีการผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน และการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าทั้งหมด โดยแพทย์ต้องมีความชำนาญและประสบการณ์ ในการผ่าตัดข้อเข่าเทียม<br />
น. อ.นพ.จำรูญเกียรติ ยังฝากข้อแนะนำการใช้งานข้ออย่างถูกวิธีเพื่อถนอมการใช้ งานข้อให้ได้นานที่สุดว่า ต้องรู้จักดูแลความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก</p>
<p>ด้วย การออกกำลังกายสม่ำเสมอและถูกวิธี จะช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูกที่แข็งแรง ในผู้ป่วย ที่มีอาการบ่งชี้ของภาวะข้อเข่าเสื่อมควรต้องมาพบแพทย์โดยเร็ว ก่อนที่ภาวะของข้อเข่าเสื่อมจะเป็นมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลต่อข้อสะโพกและหากปล่อยอาการไว้เนิ่นนานเกินไป </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1721</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ประวัติ วันสงกรานต์</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1716</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1716#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Apr 2009 20:31:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[วันสงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[เล่นน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.chinjung-clubgang.com/?p=1716</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติวันสงกรานต์มีความเป็นมาอย่างไร?

มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า &#8220;เหตุใดท่านจึง กล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก&#8221;
นักเลงสุราตอบกลับว่า &#8220;ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า&#8221; ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้ จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐี ผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี
          เมื่อ ภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่าธรรมบาลกุมารธรรมบาลกุมารนี้เป็น เด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ ๗ ขวบอีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีก ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อคือ
          ข้อที่ ๑ เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด
 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="red">ประวัติวันสงกรานต์มีความเป็นมาอย่างไร?</font><br />
<span id="more-1716"></span><br />
มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า &#8220;เหตุใดท่านจึง กล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก&#8221;</p>
<p>นักเลงสุราตอบกลับว่า &#8220;ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตร ย่อมประเสริฐกว่า&#8221; ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้ จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐี ผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี</p>
<p>          เมื่อ ภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่าธรรมบาลกุมารธรรมบาลกุมารนี้เป็น เด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ ๗ ขวบอีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีก ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อคือ</p>
<p>          ข้อที่ ๑ เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด</p>
<p>          ข้อที่ ๒ เที่ยงราศีสถิตอยู่แห่งใด</p>
<p>          ข้อที่ ๓ ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด</p>
<p>          และ ตกลงกันว่า ถ้าธรรมกุมารสามารถตอบปัญหา ๓ ข้อนี้ได้ ภายใน ๗ วัน จะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศีรษะของตนบูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน</p>
<p>          เวลา ล่วงเลยไปถึง ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมาร จึงได้หนีไปแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นตาลและบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี ๒ ตัว ผัวเมีย ทำรังอยู่นกอินทรีทั้งสองได้สนทนากันอยู่ในเรื่อง การออกไปหากินในวันพรุ่งนี้</p>
<p>นางนกอินทรี : &#8220;พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี &#8221;<br />
นกอินทรีตัวผู้ : &#8220;พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศีรษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้&#8221;<br />
นางนกอินทรี : &#8220;น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้&#8221;<br />
นกอินทรีรู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรี จึงได้บอกถึงคำตอบที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมาร ให้นางนกอินทรีได้รู้<br />
นกอินทรีตัวผู้ : &#8220;ราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง&#8221;</p>
<p>         ธรรมบาล กุมารเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ได้จดจำคำตอบและนำไปบอกแก่ท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่เศียรของท้าวกบิลพรหมมีพิษมาก คือ ถ้าตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้าฝนก็จะตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะเหือดแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงรับสั่งเรียกธิดาทั้ง ๗ เพื่อให้นำเศียรของท้าวกบิลพรหมไปแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑปถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด ๓๖๕ วัน (โลกสมมุติว่าเป็น ๑ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง นางสงกรานต์ก็จะต้องนำเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ประทักษิณ รอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1716</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>9 โรคร้าย ที่มาพร้อม ฤดูร้อน</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1711</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1711#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 31 Mar 2009 13:39:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[cholera]]></category>
		<category><![CDATA[Vibrio cholerae]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกัน]]></category>
		<category><![CDATA[ฤดูร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[สินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อหิวาตกโรค]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[เกิดอาการ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกลัวน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคบิด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคผิวหนัง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคพิษสุนัขบ้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบบทางเดินหายใจ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอาหารเป็นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอุจจาระร่วง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้รากสาดน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ไทฟอยด์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1711</guid>
		<description><![CDATA[ปีนี้ลมร้อนพัดมาเร็วกว่าทุกปี และอีกไม่กี่วันก็จะเป็นเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุกครั้งหนึ่งของเมืองไทย
 
ไม่เพียงอากาศเท่านั้นที่ร้อนระอุ ช่วงนี้ผู้คนมักเจ็บไข้ได้ป่วยกันง่ายขึ้นทั้งจากน้ำดื่ม อาหารที่ไม่สะอาดและอาหารเสียง่าย ทำให้โรคร้ายทะยอยกันมาให้เห็น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินอาหาร (ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้มากกว่า 270,000 คน) และโรคระบบทางเดินหายใจที่ถือเป็นภัยสุขภาพก็ต้องระวัง ร้อนนี้มีโรคอะไรที่ต้องระวังบ้างไปดูกัน
1.โรคอุจจาระร่วง
ใน ช่วงเดือนมีนาคมในปีที่แล้ว มีผู้ป่วยจากโรคนี้ มากถึง 246,476 คน และเสียชีวิตมากถึง 35 ราย โรคนี้เกิดจากเชื้อโรค ต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ สามารถติดต่อได้โดยการทานอาหาร หรือ ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกปนเลือด ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วร่างกายจะสูญเสีย น้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก หมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้
2.โรคอาหารเป็นพิษ
เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมาก และมักเกิดขึ้นในเวลารวดเร็วหลังจากทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป มักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่เป็ด ไข่ไก่ รวมทั้งอาหาร กระป๋อง อาหารทะเล และน้ำนมที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="red">ปีนี้ลมร้อนพัดมาเร็วกว่าทุกปี และอีกไม่กี่วันก็จะเป็นเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุกครั้งหนึ่งของเมืองไทย</font><br />
 <span id="more-1711"></span><img src="http://www.pajudhai.com/blog/wp-content/uploads/2009/03/summer.jpg" alt="summer" title="summer" width="400" height="308" class="aligncenter size-full wp-image-1712" /><br />
ไม่เพียงอากาศเท่านั้นที่ร้อนระอุ ช่วงนี้ผู้คนมักเจ็บไข้ได้ป่วยกันง่ายขึ้นทั้งจากน้ำดื่ม อาหารที่ไม่สะอาดและอาหารเสียง่าย ทำให้โรคร้ายทะยอยกันมาให้เห็น โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินอาหาร (ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้มากกว่า 270,000 คน) และโรคระบบทางเดินหายใจที่ถือเป็นภัยสุขภาพก็ต้องระวัง ร้อนนี้มีโรคอะไรที่ต้องระวังบ้างไปดูกัน</p>
<p>1.โรคอุจจาระร่วง</p>
<p>ใน ช่วงเดือนมีนาคมในปีที่แล้ว มีผู้ป่วยจากโรคนี้ มากถึง 246,476 คน และเสียชีวิตมากถึง 35 ราย โรคนี้เกิดจากเชื้อโรค ต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ สามารถติดต่อได้โดยการทานอาหาร หรือ ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกปนเลือด ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วร่างกายจะสูญเสีย น้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก หมดสติ หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้</p>
<p>2.โรคอาหารเป็นพิษ</p>
<p>เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมาก และมักเกิดขึ้นในเวลารวดเร็วหลังจากทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป มักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่เป็ด ไข่ไก่ รวมทั้งอาหาร กระป๋อง อาหารทะเล และน้ำนมที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีถ่ายเหลวเป็นน้ำ มักไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจดื่มหรือให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง</p>
<p>3.โรคบิด<br />
ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเป็นมูกปนเลือดบ่อยครั้ง ร่วมกับอาการปวดเบ่งที่ทวารหนัก คล้ายถ่ายไม่สุด โดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ บิดชิเกลลา (shigellosis) หรือบิดไม่มีตัวและบิดอะมีบา (amebiasis) หรือบิดมีตัว</p>
<p>4.ไทฟอยด์ หรือ ไข้รากสาดน้อย<br />
เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่ถูกปนเปื้อน อาหารส่วนใหญ่ที่มักพบว่าทำให้เกิดโรค คือ อาหารจำพวกนม ผลิตภัณฑ์จากนม หอย ไข่ เนื้อสัตว์ น้ำ และอาหารอื่นๆ ที่ถูกปนเปื้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ สัปดาห์แรกไข้มักไม่สูง อาจมีอาการปวดศีรษะ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ตามตัว อาจมีหนาวสั่นได้ คนไข้ซึมลง อาจเพ้อ</p>
<p>5.อหิวาตกโรค (cholera)<br />
เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย (Vibrio cholerae) เข้าสู่ร่างกายโดยการทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้ออหิวาตกโรค หรือพิษของเชื้ออหิวาตกโรคปะปนอยู่ เช่น อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารกระป๋องที่เสียแล้ว เชื้อโรคจะสร้างพิษออกมาทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก ทำให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง อุจจาระเป็นน้ำสีซาวข้าว ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้</p>
<p>6.โรคระบบทางเดินหายใจ<br />
เช่น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม ทั้งนี้ เพราะอากาศเปลี่ยนไปมาหรืออยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ร่วมกับร่างกายที่อ่อนแอ เมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นหวัดให้พักผ่อน ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ ถ้าตัวร้อนให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำ คอยประคบระบายความร้อนออก และแยกนอนร่วมกับผู้อื่น หากยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ ในบางกรณีน้ำมูกอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียวได้ อาจต้องกินยาปฏิชีวนะร่วมด้วย</p>
<p>7. โรคผิวหนัง<br />
ในหน้าร้อนอาจทำให้เราเกิดเม็ด ผดผื่นคัน สามารถป้องกันได้ด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายและรักษาความสะอาดบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกหรือน้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่มีการเล่นสาดน้ำกัน</p>
<p>8. โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ<br />
เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง ที่มีสุนัขเป็นพาหะหลักที่นำเชื้อไวรัสมาสู่คน โดยสุนัขบ้าอาจกัด ข่วน หรือเลียผิวหนังคนมีแผลเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้านี้ เมื่อมีอาการของโรคจะเสียชีวิตทุกราย แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และหากถูกสุนัขที่สงสัยว่าอาจมีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียผิวหนัง ต้องไปหาหมอทันที ที่สำคัญ ควรนำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน เพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกคน</p>
<p>9. โรคเครียด<br />
เป็นปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในหน้าร้อน ทำให้เกิดอาการปวดหัว นอนไม่หลับ โมโหและหงุดหงิดง่าย จนกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง และอาจทำให้เกิดการทะเลาะกันง่ายขึ้น วิธีคลายเครียดง่ายๆ คือ หนีร้อนไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย เช่น ในห้องแอร์ ใต้ร่มไม้ หรือหางานอดิเรกทำ ฝึกสมาธิ เป็นต้น</p>
<p>โรคที่เกิดในช่วงหน้าร้อนป้องกันได้ตามหลักการต่อไปนี้</p>
<p>1. เลือกทานอาหาร-น้ำดื่ม เน้นความสด ใหม่ สะอาด สินค้ากระป๋องไม่หมดอายุ</p>
<p>2. ฟิต &#038; เฟิร์มร่างกายให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที แต่ร้อนๆ อย่างนี้ ไม่ควรหักโหมจนเกินไป</p>
<p>3. ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่ว่าที่บ้านหรือที่ทำงาน อากาศต้องถ่ายเทสะดวก ส่วนห้องแอร์ก็ต้องเย็นอย่างพอเหมาะด้วยอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ไม่อย่างนั้นพอออกไปข้างนอกห้องอาจทำให้เกิดอาการวูบได้ง่ายๆ</p>
<p>4. อยู่บ้านดีกว่า นอกจากจะประหยัดในยุคเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ การอยู่บ้านยังทำให้เราเย็นสบาย ไม่ต้องกลัวโรคลมแดด แต่หากจำเป็นควร สวมหมวก หรือกางร่มก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด</p>
<p>5. กู๊ดบายแอลกอฮอล์ ร้อนๆ แบบนี้ อย่าริคลายเครียดด้วยเครื่องดื่มมึนเมา โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันถึงขั้นเกิดภาวะช็อกได้นะ (หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1711</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีทำให้ ผมยาว เร็วขึ้น</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1706</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1706#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 24 Mar 2009 07:23:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ผม]]></category>
		<category><![CDATA[ผมยาว]]></category>
		<category><![CDATA[ผมสั้น]]></category>
		<category><![CDATA[วิธี]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1706</guid>
		<description><![CDATA[ใครที่ผมสั้นและต้องการให้ผมยาวขึ้น วันนี้เรามีวิธีมาบอกกันครับ


- ออกกำลังกายให้เส้นผม
เร่ง ให้ผมยาวด้วยการก้มศีรษะให้เลือดไปเลี้ยงที่ศีรษะค้างไว้ 30 วินาที ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาทำเช่นนี้ทุกวัน เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นผมที่ศีรษะ ทำให้เส้นผมแข็งแรงและยาวเร็วขึ้นด้วย
- เพิ่มโปรตีน
โปรตีนสามารถปกป้องและซ่อมแซมเส้นผม ช่วยลดการหลุดร่วงและการแตกหักของเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง และยาวเร็วขึ้นได้
- กินปลา
ปลา พืชผักใบเขียว และบลูเบอรี่เป็นแหล่งอาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ฉะนั้นบริเวณใดก็ตามในร่างกาย ที่มีเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงได้ดี จะทำให้ร่างกายบริเวณนั้นแข็งแรง มีชีวิตชีวารวมไปถึงเส้นผมบนศีรษะด้วย
- เคยนวดศีรษะกันบ้างไหม
การ นวดศีรษะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบนศีรษะ และยังจะช่วยทำให้เส้นผมเติบโตเร็วขึ้น การนวดศีรษะอาจทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในขณะสระผม โดยการใช้นิ้วมือกดและนวดไปตามจุดบนศีรษะอย่างเบามือ
- แปรงให้ถูก
หลีกเลี่ยงการทำให้เส้นผมขาด และหลุดร่วงด้วยการไม่หวีผมขณะยังเปียกอยู่ เลือกใช้หวีซีกใหญ่และห่างในการหวีผมช่วงผมเปียกแทน
- ตัดผมบ้าง
การเล็มผมบ่อย ๆ จะช่วยให้ผมยาวเร็วขึ้น และยังถือว่าเป็นการกำจัดผมแตกปลายไปในตัวด้วย
- ต่อผมก็ได้
ลองมองหาร้านทำผมที่มีบริการต่อผมดู ให้เลือกใช้บริการร้านต่อผมที่ค่อนข้างมีประสบการณ์จะดีกว่า
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="blue">ใครที่ผมสั้นและต้องการให้ผมยาวขึ้น วันนี้เรามีวิธีมาบอกกันครับ</font><br />
<span id="more-1706"></span><br />
<img src="http://www.pajudhai.com/blog/wp-content/uploads/2009/03/42910_headline.jpg" alt="42910_headline" title="42910_headline" width="338" height="450" class="aligncenter size-full wp-image-1707" /><br />
- ออกกำลังกายให้เส้นผม<br />
เร่ง ให้ผมยาวด้วยการก้มศีรษะให้เลือดไปเลี้ยงที่ศีรษะค้างไว้ 30 วินาที ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาทำเช่นนี้ทุกวัน เลือดจะไหลเวียนไปเลี้ยงเส้นผมที่ศีรษะ ทำให้เส้นผมแข็งแรงและยาวเร็วขึ้นด้วย</p>
<p>- เพิ่มโปรตีน<br />
โปรตีนสามารถปกป้องและซ่อมแซมเส้นผม ช่วยลดการหลุดร่วงและการแตกหักของเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง และยาวเร็วขึ้นได้</p>
<p>- กินปลา<br />
ปลา พืชผักใบเขียว และบลูเบอรี่เป็นแหล่งอาหารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ฉะนั้นบริเวณใดก็ตามในร่างกาย ที่มีเลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงได้ดี จะทำให้ร่างกายบริเวณนั้นแข็งแรง มีชีวิตชีวารวมไปถึงเส้นผมบนศีรษะด้วย</p>
<p>- เคยนวดศีรษะกันบ้างไหม<br />
การ นวดศีรษะจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบนศีรษะ และยังจะช่วยทำให้เส้นผมเติบโตเร็วขึ้น การนวดศีรษะอาจทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในขณะสระผม โดยการใช้นิ้วมือกดและนวดไปตามจุดบนศีรษะอย่างเบามือ</p>
<p>- แปรงให้ถูก<br />
หลีกเลี่ยงการทำให้เส้นผมขาด และหลุดร่วงด้วยการไม่หวีผมขณะยังเปียกอยู่ เลือกใช้หวีซีกใหญ่และห่างในการหวีผมช่วงผมเปียกแทน</p>
<p>- ตัดผมบ้าง<br />
การเล็มผมบ่อย ๆ จะช่วยให้ผมยาวเร็วขึ้น และยังถือว่าเป็นการกำจัดผมแตกปลายไปในตัวด้วย</p>
<p>- ต่อผมก็ได้<br />
ลองมองหาร้านทำผมที่มีบริการต่อผมดู ให้เลือกใช้บริการร้านต่อผมที่ค่อนข้างมีประสบการณ์จะดีกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1706</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญญาดี ขีดสุดเมื่อ อายุ กี่ปี และ ลดลงเมื่อ อายุ เท่าไหร่</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1701</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1701#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Mar 2009 11:01:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ขีดสุด]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ดี]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ลดลง]]></category>
		<category><![CDATA[อายุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1701</guid>
		<description><![CDATA[คุณเคยคิดหรือไม่ว่า ปัญญาดีขีดสุดเมื่ออายุกี่ปีแต่ลดลงเมื่ออายุเท่าไหร่ ถ้าไม่รู้เราไปศึกษาพร้อมกันเลยครับ

นักวิชาการพบสติปัญญาคนเราจะเพิ่มพูนถึงขีดสุดเมื่ออายุ 22 ปี และจะเริ่มเสื่อมถอยตั้งแต่อายุ 27 ปี เป็นเครื่องแสดงของการเริ่มต้นของความแก่ชรา เป็นต้นมา
ศาสตราจารยทิโมธี่ ศอล์ทเฮาส์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียของอเมริกา ได้พบในการศึกษาว่า การคิดหาเหตุผล ความฉับไวของความคิด และการหลับตามองเห็นมโนภาพของเรา จะเริ่มเสื่อมถอยตั้งแต่ปลายช่วงอายุ 20 ด้วยเหตุนี้ การคิดที่จะชะลอหรือหน่วงเหนี่ยวความแก่ชราไว้ จึงควรจะต้องลงมือเสียแต่เนิ่น ๆ
อาจารย์ทิโมธี่ได้ศึกษาด้วยการทดสอบกับผู้ที่แข็งแรงดี อายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 2,000 คน เป็นเวลานาน 7 ปี ด้วยการทายปริศนา ให้รำลึกถ้อยคำและรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ เขาได้พบในแบบทดสอบ 9 ใน 12 แบบว่า สติปัญญาคนเราจะขึ้นถึงขีดสุด เมื่ออายุ 22 ปี และอายุแรกที่ส่อให้เห็นว่าความเสื่อมได้เริ่มขึ้นเมื่อ 27 ปี
ในการทดสอบความรู้ที่ต้องสะสมเพิ่มพูน อย่างเช่น การทดสอบในคำศัพท์ ข้อมูลทั่วไป จะยังคงเพิ่มพูนมากขึ้นต่อมาได้จนกระทั่งอายุ 60 ปี
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="blue">คุณเคยคิดหรือไม่ว่า ปัญญาดีขีดสุดเมื่ออายุกี่ปีแต่ลดลงเมื่ออายุเท่าไหร่ ถ้าไม่รู้เราไปศึกษาพร้อมกันเลยครับ</font><br />
<span id="more-1701"></span><br />
นักวิชาการพบสติปัญญาคนเราจะเพิ่มพูนถึงขีดสุดเมื่ออายุ 22 ปี และจะเริ่มเสื่อมถอยตั้งแต่อายุ 27 ปี เป็นเครื่องแสดงของการเริ่มต้นของความแก่ชรา เป็นต้นมา<br />
ศาสตราจารยทิโมธี่ ศอล์ทเฮาส์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียของอเมริกา ได้พบในการศึกษาว่า การคิดหาเหตุผล ความฉับไวของความคิด และการหลับตามองเห็นมโนภาพของเรา จะเริ่มเสื่อมถอยตั้งแต่ปลายช่วงอายุ 20 ด้วยเหตุนี้ การคิดที่จะชะลอหรือหน่วงเหนี่ยวความแก่ชราไว้ จึงควรจะต้องลงมือเสียแต่เนิ่น ๆ</p>
<p>อาจารย์ทิโมธี่ได้ศึกษาด้วยการทดสอบกับผู้ที่แข็งแรงดี อายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 2,000 คน เป็นเวลานาน 7 ปี ด้วยการทายปริศนา ให้รำลึกถ้อยคำและรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ เขาได้พบในแบบทดสอบ 9 ใน 12 แบบว่า สติปัญญาคนเราจะขึ้นถึงขีดสุด เมื่ออายุ 22 ปี และอายุแรกที่ส่อให้เห็นว่าความเสื่อมได้เริ่มขึ้นเมื่อ 27 ปี</p>
<p>ในการทดสอบความรู้ที่ต้องสะสมเพิ่มพูน อย่างเช่น การทดสอบในคำศัพท์ ข้อมูลทั่วไป จะยังคงเพิ่มพูนมากขึ้นต่อมาได้จนกระทั่งอายุ 60 ปี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1701</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีลด แคลอรี่ ส่วนเกิน</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1664</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1664#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Feb 2009 07:30:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[การกิน]]></category>
		<category><![CDATA[กิน]]></category>
		<category><![CDATA[ทาน]]></category>
		<category><![CDATA[ประโยชน์]]></category>
		<category><![CDATA[รับประทาน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีลด]]></category>
		<category><![CDATA[ส่วนเกิน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[อ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[แคลอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ไขมัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1664</guid>
		<description><![CDATA[วิธีต่อไปนี้จะทำให้สามารถลดปริมาณแคลอรี่ไปได้ตั้งเกือบ ๆ 100 แคลอรี่ ไปดุกันครับว่ามีวิธีไหนที่จะช่วยคุณได้บ้าง


1. เวลาจะเจียวไข่ให้ใส่ผักสด เช่น หัวหอม มะเขือเทศ เห็ดสดลงไปด้วย และใช้วิธีทอดด้วยน้ำแทนจะทำให้อิ่มท้องเร็วขึ้น และน้ำมันที่ตัดออกไปก็คือการกำจัดไขมันที่จะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง
2. เปลี่ยนจากทานข้าวขาวมาทานข้าวกล้อง และเปลี่ยนจากขนมปังขาวธรรมดามาทานขนมปังโฮลวีตแทน เส้นใยในข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตจะช่วยเรื่องขับถ่าย ทำให้น้ำหนักลดลงได้
3. เลิกทานขนมปังพร้อมเนย จะช่วยกำจัดปริมาณแคลอรี่ได้ถึง 75 กิโลแคลอรี่ ต่อขนมปัง 1 แผ่น
4. ทานข้าวน้อยลง 1 ทัพพีสามารถลดได้ 80 แคลอรี่ ทำทั้ง 3 มื้อกำจัดไป 240 แคลอรี่
5. เปลี่ยนขนาดแก้วที่ใส่น้ำผลไม้ให้เล็กลง หรือถ้าดื่มจากกล่องก็ลดขนาดจากกล่อง 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน
6. เวลาจะเติมน้ำตาลในชาหรือกาแฟให้เปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวาน แทนน้ำตาลสามารถลดได้ 32 แคลอรี่
7. ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียม
8. เวลาทานสลัดผัก ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะลดแคลอรี่ได้ 60 แคลอรี่ ถ้าลดปริมาณน้ำสลัดแบบน้ำใสลง 1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="red">วิธีต่อไปนี้จะทำให้สามารถลดปริมาณแคลอรี่ไปได้ตั้งเกือบ ๆ 100 แคลอรี่ ไปดุกันครับว่ามีวิธีไหนที่จะช่วยคุณได้บ้าง</font><br />
<span id="more-1664"></span><br />
<img src="http://www.pajudhai.com/blog/wp-content/uploads/2009/02/reformdiet-womwn.bmp" alt="reformdiet-womwn" title="reformdiet-womwn" class="aligncenter size-full wp-image-1693" /><br />
1. เวลาจะเจียวไข่ให้ใส่ผักสด เช่น หัวหอม มะเขือเทศ เห็ดสดลงไปด้วย และใช้วิธีทอดด้วยน้ำแทนจะทำให้อิ่มท้องเร็วขึ้น และน้ำมันที่ตัดออกไปก็คือการกำจัดไขมันที่จะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง</p>
<p>2. เปลี่ยนจากทานข้าวขาวมาทานข้าวกล้อง และเปลี่ยนจากขนมปังขาวธรรมดามาทานขนมปังโฮลวีตแทน เส้นใยในข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตจะช่วยเรื่องขับถ่าย ทำให้น้ำหนักลดลงได้</p>
<p>3. เลิกทานขนมปังพร้อมเนย จะช่วยกำจัดปริมาณแคลอรี่ได้ถึง 75 กิโลแคลอรี่ ต่อขนมปัง 1 แผ่น</p>
<p>4. ทานข้าวน้อยลง 1 ทัพพีสามารถลดได้ 80 แคลอรี่ ทำทั้ง 3 มื้อกำจัดไป 240 แคลอรี่</p>
<p>5. เปลี่ยนขนาดแก้วที่ใส่น้ำผลไม้ให้เล็กลง หรือถ้าดื่มจากกล่องก็ลดขนาดจากกล่อง 250 ซีซี มาเป็น 200 ซีซี แทน</p>
<p>6. เวลาจะเติมน้ำตาลในชาหรือกาแฟให้เปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวาน แทนน้ำตาลสามารถลดได้ 32 แคลอรี่</p>
<p>7. ใช้นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียม</p>
<p>8. เวลาทานสลัดผัก ลดปริมาณน้ำสลัดลง 1 ช้อนโต๊ะ จะลดแคลอรี่ได้ 60 แคลอรี่ ถ้าลดปริมาณน้ำสลัดแบบน้ำใสลง 1 ช้อนโต๊ะ จะกำจัดไปได้อีก 45 แคลอรี่</p>
<p>9. ทานอาหารเช้าที่ให้พลังงานต่ำ เช่น แกงจืดผักใส่เต้าหู้หรือผัดผักใส่เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและอาหารใน 1 มื้ออนุญาตให้มีอาหารประเภททอดหรือผัดได้เพียง 1 อย่างเท่านั้น</p>
<p>10. ถ้าใส่น้ำตาล ให้ใส่เพียงครึ่งซองหรือลดปริมาณน้ำตาลจาก 2 ช้อนชา (2 ก้อน) เป็น 1 ช้อนชา (1 ก้อน) จะลดได้ 15 แคลอรี่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1664</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ริดสีดวงเส้นเสียง</title>
		<link>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1663</link>
		<comments>http://www.pajudhai.com/blog/?p=1663#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2009 04:30:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ป๋าชิน</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้ทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอน]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่ม]]></category>
		<category><![CDATA[ดูแล]]></category>
		<category><![CDATA[นักร้อง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษา]]></category>
		<category><![CDATA[ริดสีดวง]]></category>
		<category><![CDATA[ริดสีดวงเส้นเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[รุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นเสียง]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.pajudhai.com/blog/?p=1663</guid>
		<description><![CDATA[ริดสีดวงเส้นเสียง อันตรายมากน้อยเพียงใด และมีวิธีการรักษาให้หายขาดหรือไม่?

ริดสีดวงเส้นเสียง หรือ จะเรียกว่า ตุ่มที่สายเสียงก็ได้ เพราะถ้าเรียก &#8220;ริดสีดวงเส้นเสียง&#8221; ฟังดูแล้วอาจจะน่ากลัวไปหน่อย อาการที่สำคัญของผู้ป่วยริดสีดวงสายเสียง คือ เสียงจะแหบแห้งลง ไม่สามารถออกเสียงได้ตามปกติ บางรายอาจมีอาการระคายคอ หรือไอบ้าง

โรคนี้มักพบในกลุ่มนักร้อง ครู อาจารย์ หรือ คนที่พูดตะเบ็งเสียง ใช้เสียงมากเกินไป พูด ติดต่อกันเป็นเวลานาน ใช้เสียงรุนแรง ผิดวิธี จนทำให้สายเสียง หรือ เส้นเสียง 2 เส้น คือ ซ้ายและขวา กระแทกกัน จนบวมแดงเกิดเป็นตุ่มที่สายเสียง อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือเป็นทั้ง 2 ข้างก็ได้
ขั้นตอนการรักษา ถ้า เป็นในระยะเริ่มแรก แพทย์จะให้ยาเพื่อลดการบวมของสายเสียง และแนะนำคนไข้ฝึกใช้เสียงอย่างถูกวิธี ระหว่าง นี้ก็ให้พักการใช้เสียงประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นคนไข้สามารถพูดคุยได้ ให้พูดเบา ๆและควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><FONT SIZE="3" color="red">ริดสีดวงเส้นเสียง อันตรายมากน้อยเพียงใด และมีวิธีการรักษาให้หายขาดหรือไม่?</font><br />
<span id="more-1663"></span><br />
ริดสีดวงเส้นเสียง หรือ จะเรียกว่า ตุ่มที่สายเสียงก็ได้ เพราะถ้าเรียก &#8220;ริดสีดวงเส้นเสียง&#8221; ฟังดูแล้วอาจจะน่ากลัวไปหน่อย อาการที่สำคัญของผู้ป่วยริดสีดวงสายเสียง คือ เสียงจะแหบแห้งลง ไม่สามารถออกเสียงได้ตามปกติ บางรายอาจมีอาการระคายคอ หรือไอบ้าง<br />
<img src="http://www.pajudhai.com/blog/wp-content/uploads/2009/02/da-endorphine_gmm.jpg" alt="da-endorphine_gmm" title="da-endorphine_gmm" width="450" height="337" class="aligncenter size-full wp-image-1688" /><br />
โรคนี้มักพบในกลุ่มนักร้อง ครู อาจารย์ หรือ คนที่พูดตะเบ็งเสียง ใช้เสียงมากเกินไป พูด ติดต่อกันเป็นเวลานาน ใช้เสียงรุนแรง ผิดวิธี จนทำให้สายเสียง หรือ เส้นเสียง 2 เส้น คือ ซ้ายและขวา กระแทกกัน จนบวมแดงเกิดเป็นตุ่มที่สายเสียง อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือเป็นทั้ง 2 ข้างก็ได้</p>
<p>ขั้นตอนการรักษา ถ้า เป็นในระยะเริ่มแรก แพทย์จะให้ยาเพื่อลดการบวมของสายเสียง และแนะนำคนไข้ฝึกใช้เสียงอย่างถูกวิธี ระหว่าง นี้ก็ให้พักการใช้เสียงประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นคนไข้สามารถพูดคุยได้ ให้พูดเบา ๆและควรดื่มน้ำบ่อย ๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.pajudhai.com/blog/?feed=rss2&amp;p=1663</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
