ประวัติ ของ ปฏิทิน (จบ) : คณิตศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่คิด
- on 01.13.09
- ความรู้ทั่วไป
- No Comments
- Digg
- Del.icio.us
ปฏิทิน Gregory มีความประเสริฐประการหนึ่งคือ
ทำให้คริสต์ศาสนิกชนมีวันอีสเตอร์ตรงกัน และเมื่ออิทธิพลทางศาสนาของสันตะปาปาเพิ่มขึ้นๆ ในปี พ.ศ. 2295 ชาวอังกฤษจึงได้ยอมรับปฏิทิน Gregory โดยได้ยินยอมลบวันที่ 3-13 กันยายน ในปีดังกล่าวออกจากประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ส่วนรัสเซียได้หันมาใช้ปฏิทิน Gregory ในปี พ.ศ. 2460 หลังการปฏิวัติใหญ่ และทุกวันนี้ทุกประเทศทั่วโลกได้หันมายอมรับปฏิทิน Gregory และถือว่าปฏิทินนี้เป็นปฏิทินสากลที่มีจำนวนวันในแต่ละเดือนเท่ากัน และจำนวนเดือนในแต่ละปีก็เท่ากันด้วย ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ดีว่าปฏิทินยังไม่ถูกต้องดี 100% เพราะจะบอกวันผิดไป 1 วัน ใน 3,323 ปี
สำหรับการเฉลิมฉลองปีใหม่นั้น ก็ถือได้ว่า เป็นประเพณีที่สำคัญของคนทุกชาติมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยชาวกรีกเรียกวันปีใหม่ว่า hekatombe และได้กำหนดให้วันขึ้น 1 ค่ำวันแรกของฤดูร้อนเป็นวันปีใหม่ ซึ่งตามปกติจะมีการฆ่าวัว 100 ตัวในวันนั้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติของเทพธิดา Athena ผู้เป็นเทพพิทักษ์เมือง ส่วนชาวโรมันถือว่าวันที่สิ้นสุดฤดูหนาวคือวันปีใหม่ ซึ่งตามปกติจะตรงกับวันที่ 1 ของเดือน Martius แต่เมื่อถึงปี พ.ศ. 600 ชาวโรมันได้กำหนดใหม่ให้วันที่ 1 ของเดือน Januarius เป็นวันปีใหม่แทน โดยให้เหตุผลว่า เทพ Janus ผู้เป็นเทพประจำเดือน Januarius เป็นเทพที่มี 2 หน้า วันที่ 1 ของเดือน Januarius จึงเป็นวันที่อยู่ระหว่างปีเก่าที่กำลังจะจากไป และปีใหม่ที่กำลังจะย่างเข้ามา ซึ่งก็ตรงกับการมี 2 หน้าของเทพ Janus
นอกจากนี้ คนโรมัน ยังมีการกำหนดให้ เที่ยงคืนเป็นเวลาที่อยู่ระหว่างวันเก่ากับวันใหม่ด้วย เพราะในสมัยนั้นผู้คนยังไม่มีข้อตกลงแน่ชัดว่า วันหนึ่งๆ ควรเริ่มเวลาใด เช่น คนกรีกได้เคยกำหนดว่า ให้วันปีใหม่เริ่มเมื่อพระจันทร์ขึ้น แต่ในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวนานกว่าเวลากลางคืน และเมื่อถึงฤดูหนาวเวลากลางคืนจะยาวนานกว่าเวลากลางวัน ดังนั้น การยึดติดกับเกณฑ์เวลาที่เห็นดวงจันทร์ในท้องฟ้า ทำให้ จำนวนชั่วโมงของวันในฤดูร้อนมากกว่าจำนวนชั่วโมงของวันในฤดูหนาว แต่ถึงจะมีเวลากลางวันกับกลางคืนนานไม่เท่ากัน วันหนึ่งๆ ของคนกรีกและโรมันก็ยังคงมี 24 ชั่วโมงเท่ากับที่ชาว Babylon ได้เคยกำหนดไว้เมื่อ 4,000 ปีก่อน
ส่วนการกำหนดให้ 1 สัปดาห์มี 7 วันนั้น ก็มีประวัติความเป็นมาเช่นกัน คือตั้งแต่สมัยจักรพรรดิกรีกชื่อ Theodosuis ในสมัยเมื่อ 1,600 ปีก่อน พระองค์ได้ทรงเรียกชื่อวันตามชื่อของดาวที่เห็นในท้องฟ้า เช่น Sunday ตรงกับ Sun (ดวงอาทิตย์) Monday ตรงกับ Moon (ดวงจันทร์) Tuesday ตรงกับ Mars (ดาวอังคาร) Wednesday ตรงกับ Mercury (ดาวพุธ) Thursday ตรงกับ Jupiter (ดาวพฤหัสบดี) Friday ตรงกับ Venus (ดาวศุกร์) และ Saturday ตรงกับ Saturn (ดาวเสาร์) และการที่วันอังคารเป็น Tuesday และวันพุธเป็น Wednesday ฯลฯ ก็เพราะคนอังกฤษมีเทพประจำดาวที่ตนนับถือเช่นกัน เช่น เรียกวันแห่งเทพประจำดาวอังคารว่า Tieo’s day แล้วคำคำนี้ได้เพี้ยนไปเป็น Tuesday หรือวันแห่งเทพประจำดาวพุธก็เรียกว่า Woden’s day แล้วได้เปลี่ยนไปเป็น Wednesday ในที่สุด
และสำหรับการกำหนดปี ค.ศ. Anno Domini (A.D.) ซึ่งบอกจำนวนปีหลังจากที่พระเยซูประสูตินั้น บาทหลวง Dionysius Exiguus ได้กำหนดขึ้นในปี พ.ศ. 1068 ทั้งๆ ที่ไม่มีใครรู้แน่นอน 100% ว่าพระเยซูประสูติเมื่อใด (นักประวัติศาสตร์ส่วนมากเชื่อว่า พระเยซูประสูติก่อนคริสต์ศักราช 4 ปี) และสำหรับการนับปีก่อนคริสต์ศักราช (B.C.) ซึ่งย่อมาจาก before the birth of Christ ก็เพิ่งใช้กันเมื่อประมาณ 400 ปีมานี้เอง อนึ่ง การย่อ B.C. เป็นการย่อในภาษาอังกฤษ ส่วน A.D. เป็นการย่อคำในภาษาละติน ทั้งนี้เพราะในสมัยก่อนภาษาละตินเป็นภาษาของชนที่ได้รับการศึกษา แต่เมื่อเวลาผ่านไปภาษาอังกฤษได้เข้ามาแทนที่ เป็นภาษาสากลที่ผู้คนทั่วโลกใช้ในการสื่อสารจนทุกวันนี้
ความวุ่นวายทั้งหลายในการทำปฏิทินนั้นเกิดจากการที่เรากำหนดให้ 1 ปี คือเวลาที่โลกใช้ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ซึ่งนานเท่ากับ 365.25 วัน และเมื่อเวลาไม่เป็นเลขจำนวนเต็ม และปฏิทินต้องใช้ตัวเลขจำนวนเต็ม ดังนั้น ความผิดพลาดของปฏิทิน Gregory จึงยังคงอยู่ และวันต่างๆ ในปีต่างๆ จะไม่ตรงกัน เช่น วันที่ 1 มกราคมของปี 03 เป็นวันพุธ แต่วันที่ 1 มกราคมของปี 04 เป็นวันพฤหัสบดี หรือวันเข้าพรรษาของปี 03 ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม แต่วันเดียวกันของปี 04 คือวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ เป็นต้น นักปฏิทินได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในการจะให้วันต่างๆ ในปฏิทินตรงกัน เช่น วันปีใหม่ วันอีสเตอร์ วันคริสต์มาส ฯลฯ ตรงกัน เราต้องคอยนาน 146,097 วัน หรือประมาณ 400 ปี ซึ่งนั่นก็หมายความว่า วันทุกวันในปฏิทินปี 2126 จะเหมือนกับวันทุกวัน ในปฏิทินปี 2526 คือมีวันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชาต่างๆ ตรงกันหมด
ในการพยายามปรับปรุงปฏิทินให้แต่ละเดือนมีจำนวนวันเท่ากัน คือไม่ใช่มี 28, 29, 30 หรือ 31 บ้างนี้ เพราะได้คำนวณพบว่า จำนวนวันใน 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) ไม่เท่ากับจำนวนวันที่มีใน 6 เดือนหลัง (กรกฎาคม-ธันวาคม) และวันในแต่ละ 3 เดือน ก็ไม่เท่ากันด้วย ซึ่งทำให้วันทำงาน (จันทร์-ศุกร์) ในแต่ละเดือนไม่เท่ากัน เช่น บางเดือนมีวันทำงาน 24 วัน แต่บางเดือนก็มีวันทำงานถึง 27 วัน เป็นต้น
ในการมุ่งมั่นจะแก้ไขจุด “บกพร่อง” นี้ Auguste Comte ปราชญ์ฝรั่งเศสได้เคยเสนอ International Fixed Calendar ให้แบ่งปีหนึ่งเป็น 13 เดือน และ 1 เดือนมี 28 วัน เพราะ 13×28 = 364 วัน ดังนั้น จึงต้องมีวันพิเศษเพิ่มอีก 1 วันเพื่อให้ครบ 365 หรือเพิ่ม 2 วัน ถ้าเป็นปีอธิกสุรทิน โดยให้เพิ่มหลังวันที่ 28 มิถุนายน และ 28 ธันวาคม ตามลำดับ ข้อดีของปฏิทินนี้คือ แต่ละเดือนมี 4 สัปดาห์เท่ากัน และวันที่ 1 ของทุกเดือนเป็นวันอาทิตย์ วันปีใหม่ก็เป็นวันอาทิตย์ วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีจะตรงกับวันเสาร์ตลอดไปทุกปี
แต่การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้วันบางวัน เช่นวันที่ 29, 30 ของทุกเดือนหายไป ซึ่งทำให้คนที่เกิดวันเหล่านี้ไม่รู้ว่าจะฉลองวันเกิดกันเมื่อไรดี ดังนั้น พวกอนุรักษนิยมจึงรู้สึกเดือดร้อนมาก
พอดีเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ความคิดต่างๆ ที่จะทำปฏิทินใหม่จึงยุติ และเมื่อยุติแล้วปฏิทินก็เหมือนกับเรื่องทั้งหลาย คือไม่มีการคิดจะเริ่มต้นทำใหม่อีก
ถึงกระนั้น นักวิทยาศาสตร์ทุกคนก็รู้ว่า ปฏิทินที่ใช้กันอยู่นี้ต้องปรับเปลี่ยนอีกในอนาคต โดยการปรับเล็กปรับน้อย ทั้งนี้เพราะโลกกำลังหมุนช้าลงๆ (0.5 วินาที ใน 100 ปี) และดวงจันทร์กำลังถอยห่างจากโลก (ประมาณ 2 เซนติเมตร/ปี) อีกทั้งดวงอาทิตย์ก็กำลังสูญเสียมวลตลอดเวลา (วินาทีละ 4 ล้านตัน) ทำให้เวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง เวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบโลก และเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และนั่นก็หมายความว่า ถึงแม้จะไม่มีใครตอบได้ว่า จากวันนี้ถึงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 10,000,000,000 มีกี่วัน แต่ทุกคนก็รู้อย่างมั่นใจว่า วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 10,000,000,000 เป็นวันปีใหม่ที่ทุกคนหยุดงานครับ
เม้น จะ เม้น